น้องชายฉันชักชวนมิตรในเฟซบุ๊กให้ช่วยชีวิตสัตว์โลกที่กำลังลำบาก เธอว่า
"น้ำลด : ชวนช้อนปลาที่ติดอยู่ตามแอ่งน้ำที่รอเวลาถูกแดดเผาแห้งตายครับ - พึ่งช่วยไปหลายร้อยชีวิต ข้อสังเกต คือ ปลาช่อน ปลานิล ปลาหมอ อึดมาก ในขณะที่ปลาเข็มบอบบางมากครับ - ช่วยชีวิตเพื่อนร่วมโลกง่าย ๆ ที่หน้าบ้านคุณเองครับ"
ปลาเล็กๆ มีธรรมชาติอยู่บริเวณน้ำตื้นๆ พอน้ำลงเร็วๆ บางตัวก็ติดแห้ง ติดบก เกยตื้นอยู่ได้ไม่นานก็ตาย ตอนที่วัดน้ำเริ่มลดก็ช่วยไว้ได้บ้างเหมือนกัน
ชีวิตใคร ใครก็รัก เจอสัตว์ตกทุกข์ได้ยาก เราจงช่วยเหลือเถิด... สาธุ
บุญรักษาครับ
posted on 26 Jul 2011 08:12 by dhamweb in dhamma
จากองคุลีมาล ถึงฆาตกรรมหมู่ในนอร์เวย์
พระมหานัธนิติ สุมโน
เหตุการณ์อันน่าสลดใจที่เกิดขึ้นในประเทศนอร์เวย์ ที่ผู้ก่อเหตุได้ก่อการสังหารหมู่จนมีคนเสียชีวิตจำนวนมากถึง ๙๓ คน ( ต่อมาภายหลังมีการปรับลดยอดลงเหลือ ๗๖ คน ) ทำให้หวนนึกถึงเรื่องราวของพระอรหันตสาวกหนึ่งในแปดสิบพระเถระรุ่นแรกๆ ในพระพุทธศาสนาของพระสมณโคดมนี้คือพระองคุลีมาล

ประวัติของพระองคุลีมาลตั้งแต่กำเนิดเกิดมาเป็นลูกอำมาตย์ปุโรหิตได้ชื่อว่าอหิงสกะที่แปลว่าผู้ไม่เบียดเบียนเพราะบิดาต้องการแก้เคล็ดตัดกรรมตามโหราจารย์ทำนายทายทักว่า เด็กคนนี้อนาคตจะเป็นมหาโจรเที่ยวเข่นฆ่าผู้คนเป็นจำนวนมาก และแน่นอนว่าเฉพาะการตั้งชื่อใหม่ไม่ว่าอย่างไรไม่สามารถช่วยอะไรได้ อหิงสกะสุดท้ายก็ต้องกลายเป็นโจรร้ายทำลายชีวิตผู้คนไปไม่น้อยถึง ๙๙๙ คนเพราะต้องการได้วิชาจากอาจารย์จนได้ถูกขนานนามว่า องคุลีมาล ที่แปลว่า พวงมาลัยทำด้วยนิ้วมือ เพราะหลังจากฆ่าใครแล้วก็จะตัดนิ้วคนๆ นั้นมาร้อยเป็นมาลัยเพื่อใช้เป็นเครื่องนับจำนวนคนที่ถูกตนเองสังหาร แต่สุดท้ายได้อาศัยพระมหากรุณาคุณขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงฤทธิ์ขัดขวางไม่ให้องคุลีมาลก่อกรรมทำมาตุฆาตหรือฆ่ามารดาตนเองอันเป็นอนันตริยกรรมหรือกรรมหนักที่สุดอย่างหนึ่งเท่าที่มนุษย์อาจจะกระทำได้ ทำให้องคุลีมาลเกิดศรัทธาทูลขอบรรพชาอุปสมบทเป็นพระภิกษุและประพฤติปฏิบัติธรรมจนบรรลุเป็นพระอรหันต์นั้น ประวัติส่วนนี้เชื่อว่าเกือบทุกคนคงเคยผ่านหูผ่านตามาบ้างแล้ว
ยังคงมีประวัติของพระองคุลีมาลย้อนกลับไปไกลกว่านี้ที่หลายๆ ท่านอาจจะยังไม่ทราบ พระบรมศาสดาตรัสไว้มีใจความว่าบรรดาคนทั้งหลายทั้ง ๙๙๙ คนที่ต้องมาตายด้วยน้ำมือขององคุลีมาลนั้น ก็เนื่องด้วยบุพกรรมที่เคยกระทำร่วมกันมาแต่ชาติปางก่อน สมัยนั้นองคุลีมาลเกิดเป็นควายป่าดุร้ายและเป็นอันธพาล มีนิสัยหยาบกระด้างชอบทำร้ายวัวควายปศุสัตว์ของบรรดาชาวบ้าน จนชาวบ้านทั้งหลายเกิดความเอือมระอาและร่วมกันหาทางคิดค้นอุบายเพื่อจะกำจัดควายป่าองคุลีมาลเสียให้จงได้ สุดท้ายได้ออกอุบายสร้างกับดักอย่างหนึ่งขึ้นและล่อให้ควายป่าองคุลีมาลเข้าไปติดกับดักนั้นสำเร็จแล้วจึงรุมกันทุบตีทำร้ายควายป่าด้วยความโกรธแค้นจนสิ้นชีวิต จิตที่เต็มไปด้วยโทสาพยาบาทของควายป่าที่ถูกรุมทำร้ายทุบตีจนตายได้ผูกความอาฆาตไว้จนเวียนว่ายกลับมาเกิดเป็นองคุลีมาลมหาโจร ส่วนบรรดาคนเหล่านั้นที่ร่วมกันสังหารควายป่ากลับมาเกิดเป็นคนทั้ง ๙๙๙ คนที่เป็นเหยื่อขององคุลีมาลนั่นเอง
แม้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศนอร์เวย์ก็เช่นเดียวกัน หากมองในมุมของธรรมะแล้วไซร้ การเสียชีวิตอันน่าเศร้าโศกกระเทือนขวัญคนทั่วทั้งโลกครั้งนี้นั้น ก็คงเป็นเช่นเดียวกันกับเรื่องราวของพระองคุลีมาล คือเป็นเรื่องของกรรมที่เคยกระทำร่วมกันมาแต่ปางก่อน ทำให้คนจำนวนมากที่อาจจะไม่เคยแม้แต่เห็นหน้ากันต้องมาจบชีวิตลงด้วยเหตุคือการกระทำของคนๆ เดียว
คนเราทุกคนนั้นเกิดมาต่างกัน แต่มีจุดร่วมที่เสมอเหมือนกันทั้งหมดคือเกิดมาเพื่ออะไร คนเราเกิดมาเพื่อรับผลของกรรมเก่าไม่ว่าจะเป็นกรรมดีหรือกรรมชั่วก็ตามอย่างหนึ่ง และอีกอย่างคือเกิดมาเพื่อสร้างกรรมใหม่ กรรมเก่าเราแก้ไขไม่ได้ กำหนดไม่ได้ว่ากรรมดีหรือกรรมชั่วอย่างไหนจะส่งผลก่อนหลังกัน หากแต่กรรมใหม่นั้นเป็นสิ่งที่เราทุกคนสามารถกำหนดได้ เป็นทางเลือกของเราเองว่าในเมื่อเราได้มีโอกาสเกิดเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนาแล้ว เราจะเลือกกระทำสิ่งใด ทำกรรมชั่วมัวเมาไปตามกิเลสโลภโกรธหลง หรือฝืนกระแสละวางสิ่งเหล่านั้น แล้วตั้งอยู่ในคุณงามความดีทั้งปวง นั่นก็เป็นเรื่องที่เราท่านทั้งหลายต้องเลือกกันเอง
ขอท่านทั้งหลายจงใช้สติ ใช้ปัญญา คิดพินิจพิจารณาเลือกหนทางเดินของตนในวันนี้เพื่อกำหนดวิถีชีวิตของตนในวันข้างหน้าด้วยความไม่ประมาท และขอความสุขสันติสุขจงปรากฏแก่ทุกๆ ท่านในกาลทุกเมื่อ....เอวัง ก็มีด้วยประการฉะนี้
---------------
หมายเหตุ
๑. เขียนบทความนี้ด้วยแรงบันดาลใจจากข่าวอึกทึกเรื่องเหตุการณ์น่าสลดใจในการสังหารหมู่ที่นอร์เวย์
๒. แรงกระตุ้นให้ลุกมาเขียนมาจากการไปเสวนาที่ศิลปากรเรื่องราวเกี่ยวกับการใช้สื่อออนไลน์ ร่วมกับ วิชัย บิ๊กบุญ และเคย์ ( มีโอกาสจะนำภาพมาให้ดูอีกที )
บุญรักษาครับ
posted on 30 Jun 2011 14:02 by dhamweb in dhamma, toon
บางครั้งคนเราก็ขาดสติ จ้องจับผิดคนอื่นบ้าง อะไรบ้าง ตามเรื่องตามราว ถ้าสามเณรทั้งหลายมีสติระลึกได้ว่าสมาทานไม่พูดไปแล้ว คงไม่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้นะครับ
ป.ล. ฝากเลือกคนดีเข้าสภาด้วยนะ พระไม่มีสิทธิ์เลือกตั้ง
posted on 26 Jun 2011 08:52 by dhamweb in dhamma
สงสัยจะโดนฟ้องหมิ่นประมาท เห็นว่าข้อหานี้ยิ่งพูดเรื่องจริงยิ่งมีความผิด ๕๕๕
เทศใดภัยพ้องพาธ พาลสรรพ์ สัตว์นา
สัปปุรุษสีหราชผัน อื่นย้าย
กาโฉดทุรชนฉกรรจ์ กาจจิต นี้พ่อ
มันมักสู่เทศร้าย อยู่ใต้โดยวิสัย ฯ
(โคลงโลกนิติ)
บุญรักษาครับ
posted on 28 Apr 2011 08:17 by dhamweb in dhamma

เมื่อเช้านี้มีเหตุการณ์อย่างหนึ่งเกิดขึ้นมาแล้วกระตุ้นต่อมโทสะเป็นอย่างยิ่ง ข้าพเจ้ายังเป็นปุถุชนครับ ยังเป็นผู้หนา คำว่า "ปุถุชน" แปลว่า ชนผู้ยังหนา คือยังหนาด้วยราคะ โทสะ โมหะอยู่ ต่างจากคำว่า "อริยชน" คนผู้ประเสริฐ นั่นบางแล้วและใช้เรียกเฉพาะผู้เป็นพระโสดาบันที่ยังคงมีราคะ โทสะ โมหะอยู่ ขึ้นไปจนถึงพระอรหันต์ที่ไร้ราคะ โทสะ โมหะ โดยสิ้นเชิง
เหตุการณ์จะเป็นอย่างไรไม่ขอเล่าดีกว่า เพราะจะขัดต่อพระวินัยหากนำเรื่องไม่ดีของพระมาเล่าให้ญาติโยมฟัง เอาเป็นว่าไม่ใช่เรื่องร้ายแรงอะไร แต่ก็ทำให้โทสะพุ่งปรี๊ดได้เหมือนกันเวลาที่โดนเถียงข้างๆ คูๆ แถไปแถมา
เรื่องที่จะเล่าคือพอโทสะมันพุ่งปรี๊ดแล้ว สิ่งที่ตามมานอกจากหน้าตาที่ดุร้าย วาจาที่ไม่อ่อนโยนแล้ว ปฏิกิริยาอย่างหนึ่งที่เกิดกับร่างกายคือกรดครับ กรดในกระเพาะพุ่งปรี๊ดตามอำนาจโทสะเลยทีเดียว รู้สึกขึ้นมาเลยในทันทีว่า "ลมขึ้น"
เคยได้ยินแต่นานมาแล้วว่า "โมโหจนลมขึ้น" แต่ก่อนเป็นฆารวาสไม่ได้สังเกตอะไร เดี๋ยวนี้หัดสังเกตและคิดให้เป็นธรรมะมากขึ้น พบว่า "ลมขึ้น" จริงๆ ด้วย เป็นลมร้อนๆ ขึ้นในท้องทำให้มีอาการปวดท้อง คล้ายๆ กับท้องอืด ท้องเฟ้อประมาณนั้น ต้องรีบหา Air-X มาฉันไป ๒ เม็ดในทันใด
ในทางธรรม ร่ายกายคนเราประกอบขึ้นด้วยธาตุทั้ง ๔ ( หรือ ๖ แล้วแต่จะแบ่ง ในที่นี้ขอแบ่งเป็น ๔ ) คือ ดิน น้ำ ไฟ ลม ดิน คือส่วนที่เป็นของแข็ง เช่น ผม ขน เล็บ น้ำ คือส่วนที่เป็นของเหลว เช่น เลือด น้ำเหลือง น้ำลาย ไฟ คือความร้อน เช่นไฟที่ยังกายให้อบอุ่น ลม คือแก๊สและอากาศในกาย เช่นลมหายใจเข้าออก
โทสะนี่มีส่วนในเรื่องของไฟอย่างที่ในพระธรรมว่าไฟ ๓ กอง คือ ราคัคคิ ไฟราคะ โทสัคคิ ไฟโทสะ โมหัคคิ ไฟโมหะ พอเกิดกิเลส ๓ อย่างนี้ ลองสังเกตดูตนเองเถิดว่ามันร้อน ใจน่ะร้อนแน่ แต่เคยลองสังเกตดูหรือไม่ว่ากายก็ร้อนไปด้วย คงเป็นเพราะว่าไฟกิเลสมันไปทำให้ไฟธาตุในกายเปลี่ยนแปลง พาให้ธาตุอื่นๆ วิบัติตามไปด้วย
ระดับขึ้นของกิเลสตระกูลโทสะนี่มีหลายขั้นด้วยกัน จากเล็กๆ ไปหาใหญ่ คือ อรติ ปฏิฆะ โกธะ โทสะ พยาบาท
อรติ คือความไม่ยินดี ปฏิฆะนี่เริ่มขัดใจ ( เข้มขึ้นมานิด ) โกธะ คือโกรธแล้ว โทสะนี่พัฒนาจากโกรธมาเป็นคิดประทุษร้าย อยากทำร้าย อยากด่า ส่วนพยาบาท นี่ผูกใจเจ็บไว้ไม่ละไม่วางไม่ให้อภัยกันเลยทีเดียว บางครั้งผูกเจ็บไว้ข้ามภพข้ามชาติก็มี
โทสะ และพวกพ้องตระกูลนี้ ท่านว่ามีโทษมาก แต่คลายเร็ว คือพอระเบิดขึ้นมาแล้วอะไรๆ ก็รั้งไว้ได้ยาก ถึงได้มีการฆ่ากันด้วยบันดาลโทสะให้เห็นอยู่บ่อยๆ แต่พอได้ปรี๊ดแตกแล้วคืนสติได้ในเวลาไม่นานนัก แต่ก็ต้องมานั่งนึกว่า "โอ้ว เราทำอะไรไปนี่" ไม่เหมือนกับกิเลสอีก ๒ กอง ราคะ ท่านว่าโทษน้อย คลายช้า ส่วนโมหะนั้นหนักสุด คือโทษมากด้วย คลายช้าด้วย
ที่เล่ามานี้นอกจากเป็นธรรมทาน และวิทยาทานกับผู้อื่นแล้ว ข้าพเจ้ายังได้โอกาสทบทวนทั้งกาย ใจ และข้อธรรมะด้วย นับเป็นการบำบัดอย่างดี ตอนนี้ชิลชิลแล้วครับ
ไม่ได้เข้ามาเขียนนาน มาทีก็เรื่องร้อนๆ เลย ไว้สบโอกาสจะหาเรื่องเย็นๆ เบาๆ มาฝากกันต่อไป
บุญรักษาครับ