๓ จิต พิชิตขั้นเทพ ( จิตที่ ๑ )
posted on 19 Jun 2010 09:33 by dhamweb in dhamma"จิตที่ฝึกดีแล้วย่อมนำความสุขมาให้" เป็นหนึ่งในบทธรรมที่ได้ยินบ่อยๆ จากประโยคสั้นๆ แค่นี้ สามารถขยายความออกไปได้อีกมากมายอย่างที่ภาษาพระเรียกว่าอธิบายโดยพิสดาร ทั้งนี้ก็เพราะแค่เรื่องของ "จิต" อย่างเดียวเท่านั้นก็ว่ากันไปได้หลายๆ หน้ากระดาษ ไหนจะเรื่องของ "การฝึกจิต" และเรื่อง "ความสุข" อีก
"จิต" นั้นหมายถึงธรรมชาติอย่างหนึ่งที่มีอยู่กับสัตว์ต่างๆ ทำหน้าที่หลายๆ ประการ แต่ที่สำคัญคือทำหน้าที่คิด คิดแล้วก็สั่งให้กายทำสิ่งต่างๆ ที่เรียกว่าทำกรรม เสร็จแล้วก็ "จิต" นี้เองที่เป็นสะสมกรรมและรับผลของกรรมที่กระทำนั้นๆ เราจะเรียก "จิต" นี้ว่า "ใจ" ก็ย่อมได้ แต่เป็นคนละ "ใจ" กับหัวใจที่เป็นอวัยวะสูบฉีดเลือด อันนั้นภาษาพระเรียกว่าหทัย
"จิต" นี่เป็นส่วนสำคัญที่จะนำพาเราทั้งหลายไปสู่ความทุกข์ หรือไปหาความสุข เพราะลำพังแต่กายอย่างเดียวถ้าไม่มี "จิต" ก็เหมือนกับท่อนไม้ ท่อนปูน ไม่อาจรับรู้ความทุกข์ ความสุขใดๆ ได้
การฝึกจิตที่จะนำไปสู่ความสุขนั้นมีด้วยกันหลายๆ ระดับ แต่ในบทความนี้ขอกล่าวถึงความสุขในระดับธรรมดาๆ ไม่ได้มุ่งไปสู่พระนิพพานอันเป็นความสุขขั้นสุดยอดระดับโลกุตตระ แต่แค่ระดับธรรมดาๆ นี้ก็สามารถส่งผลให้เกิดความสุขสงบร่มเย็นในสังคมตั้งแต่ระดับพื้นฐานคือครอบครัว ไปจนถึงระดับโลกได้อีกด้วย และสามารถเป็นปัจจัยสู่สวรรค์ชั้นกามาวจรภูมิ บรรลุ "ขั้นเทพ" ได้อย่างไม่ยากเย็น
"๓ จิต พิชิตขั้นเทพ" นั้นหมายเอาการฝึกฝนให้จิต ๓ ประการมี เป็น และเกิดขึ้นในใจเรา โดยจิตแรกสุดที่จะต้องฝึกฝนคือ "จิตสำนึก"
คนเราทุกคนเกิดและเติบโตขึ้นพร้อมกับสถานะต่างๆ หลายๆ อย่าง เช่น เกิดใหม่ๆ มีสถานะเป็นลูก โตขึ้นเข้าโรงเรียนก็มีสถานะเป็นลูกศิษย์ ทำงานแล้วมีสถานะเป็นลูกจ้างบ้าง นายจ้างบ้าง ยิ่งอายุมากขึ้นสถานะยิ่งซับซ้อนขึ้น คนๆ เดียวมีสถานะซ้อนกันอยู่หลายๆ สถานะอย่างที่ท่านเปรียบกันไว้ว่า "ใส่หมวกหลายใบ" สถานะต่างๆ กันนั้นทำให้เกิดสิทธิ และหน้าที่ที่แตกต่างกันไปตามสถานะ
"จิตสำนึก" คือมีความสำนึกในสถานะ สิทธิ และหน้าที่ของตนนั้นเอง การอธิบายสถานะ สิทธิ และหน้าที่นั้น หากจะอธิบายให้ละเอียดไปในทุกๆ สถานะของคน ทุกๆ บทบาท ทุกๆ อาชีพ คงจะไม่สามารถทำได้ในเวลาอันสั้น แต่หากอธิบายตามหลักธรรมคำสั่งสอนของพระศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วจะใช้เวลาอันน้อยนิด เพราะพระองค์ทรงประมวลสถานะของคนทุกๆ คนไว้ให้เหลือเพียง ๖ คู่ ๑๒ สถานะเท่านั้น โดยทรงแสดงเรื่องนี้ไว้ในเรื่องของ "ทิศทั้ง ๖"
"ทิศทั้ง ๖" นั้นพระศาสดาทรงยกขึ้นแสดงแก่ชายหนุ่มที่ชื่อสิงคาละ ผู้ปฏิบัติตามคำสอนของบิดาที่ให้แสดงคารวะต่อทิศต่างๆ เช่น เหนือ ใต้ ตะวันออก เป็นต้น โดยพระองค์ทรงแสดงว่าทิศทั้ง ๖ ที่ควรเอาใจใส่นั้นไม่ใช่ทิศตามหลักภูมิศาสตร์ แต่เป็นทิศทั้ง ๖ อันเป็นสัญลักษณ์เปรียบเทียบกับบุคคลในสถานะต่างๆ
ทิศเบื้องหน้าคือทิศตะวันออก ในการเรียนเรื่องทิศของอารยธรรมตะวันออกไม่ได้สอนให้หาทิศเหนือก่อน แต่สอนให้หาทิศตะวันออกก่อน ซึ่งถูกต้องตามหลักธรรมชาติเป็นอย่างยิ่ง ลองสังเกตดูเถิดว่าเมื่อเราไม่มีเครื่องมือคือเข็มทิศ แต่ต้องการหาทิศต่างๆ เราย่อมมองหาพระอาทิตย์เป็นอันดับแรก ดังนั้นทิศตะวันออกจึงเป็นทิศเบื้องหน้าอย่างที่เรียกกันว่า บูรพา ที่มาจากคำว่า บุพฺพ อันแปลว่าเบื้องหน้า ทิศตะวันออกของพระพุทธองค์ทรงหมายเอาหน้าที่ที่พึงกระทำระหว่างกันของ ๒ สถานะ คือ "มารดาบิดา" กับ "บุตรธิดา" โดยมารดาบิดามีหน้าที่ ๕ ประการได้แก่ ห้ามมิให้ลูกๆ ทำความชั่ว ๑ แนะนำลูกให้ตั้งอยู่ในความดี ๑ ให้ลูกได้ศึกษาศิลปวิทยาต่างๆ ๑ จัดการหาคู่ครองที่เหมาะสมให้ ๑ มอบทรัพย์สมบัติให้ในสมัยอันควร ๑ ส่วนบุตรธิดานั้นพึงกระทำตอบแทนด้วยองค์ ๕ คือ เลี้ยงดูมารดาบิดา ๑ รับทำกิจของท่าน ๑ ดำรงค์วงศ์ตระกูล ๑ ทำตนให้สมควรกับการรับทรัพย์มรดก ๑ และทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้เมื่อท่านล่วงลับไปแล้ว
ทิศเบื้องขวาคือทิศใต้ ทรงหมายถึงครูบาอาจารย์ ที่มีหน้าที่ต่อลูกศิษย์คือ แนะนำให้เป็นคนดี ๑ ให้เรียนดี ๑ สอนโดยไม่หวงวิชา ๑ ยกย่องลูกศิษย์ที่ดีให้โดดเด่น ๑ ทำความป้องกันในทิศทั้งหลาย ๑ ส่วนศิษย์นั้นก็มีหน้าที่ที่ต้องตอบแทนโดย ลุกขึ้นต้อนรับ หมายถึงรู้จักแสดงความเคารพ ๑ เข้าไปคอยรับใช้ใกล้ชิด ๑ เชื่อฟังคำสั่งสอน ๑ ปรนนิบัติรับใช้ ๑ เรียนศิลปวิทยาด้วยความเคารพ ๑
ทิศเบื้องหลังคือทิศตะวันตก ทรงหมายถึงหน้าที่ระหว่างสามีและภรรยา สามีมีหน้าที่ ยกย่องให้เกียรติภรรยาอย่างสมฐานะ ๑ ไม่ดูหมิ่น ๑ ไม่นอกใจ ๑ ให้เป็นใหญ่ในกิจการภายในบ้าน ๑ หาเครื่องแต่งตัวให้เป็นของขวัญในโอกาสต่างๆ ๑ ส่วนภรรยานั้นมีหน้าที่ จัดการบ้านให้เรียบร้อย ๑ สงเคราะห์ญาติมิตรทั้งสองฝ่ายให้ดี ๑ ไม่นอกใจ ๑ รักษาทรัพย์ที่ได้มาให้ดี ๑ ขยัน เอาการเอางาน ช่างจัดช่างทำ ๑
ทิศเบื้องซ้ายคือทิศเหนือ ทรงหมายถึงหน้าที่ระหว่างเพื่อน เป็นเพื่อนเป็นมิตรกันนั้นต้อง เผื่อแผ่แบ่งปัน ๑ พูดจามีน้ำใจ ๑ ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ๑ วางตนเสมอ ร่วมทุกข์ร่วมสุข ๑ ซื้อสัตย์จริงใจ ๑ และเมื่อเจอเพื่อนที่ทำดีกับเราอย่างนี้ควรตอบแทนด้วยการ ช่วยรักษาป้องกันเมื่อเพื่อนประมาท ๑ ช่วยรักษาทรัพย์สมบัติของเพื่อนเมื่อเพื่อนประมาท ๑ เป็นที่พึ่งยามมีภัย ๑ ไม่ละทิ้งยามทุกข์ยาก ๑ นับถือกันตลอดถึงญาติมิตรของเพื่อน ๑
ทิศเบื้องล่าง ทรงหมายถึงหน้าที่ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง หรือหัวหน้างานกับลูกน้อง ฝ่ายเป็นใหญ่ต้อง จัดงานให้ทำตามความเหมาะสม ๑ ให้ค่าจ้างสมควรแก่งาน ๑ จัดให้มีสวัสดิการดี ๑ ได้สิ่งใดแปลกๆ มาให้แบ่งปัน ๑ ให้มีวันหยุด หรือการพักผ่อนหย่อนใจตามสมควร ๑ ข้างฝ่ายผู้น้อยก็ต้องทำหน้าที่ เริ่มงานก่อน ๑ เลิกทีหลัง ๑ เอาแต่ของที่นายให้ ๑ ทำงานการให้เรียบร้อยและดียิ่งขึ้น ๑ นำคุณความดีของนายไปเผยแพร่ ๑
และทิศสุดท้ายคือทิศเบื้องบน ทรงหมายถึงสมณะคือพระภิกษุ พระภิกษุมีหน้าที่ สอนให้ญาติโยมเว้นจากความชั่ว ๑ สอนให้ทำแต่ความดี ๑ อนุเคราะห์ด้วยความปรารถนาดี ๑ ให้ได้ฟังหลักธรรมที่ยังไม่เคยได้รู้ ไม่เคยได้ฟัง ๑ ชี้แจงหลักธรรมที่เคยฟังแล้วให้เข้าใจแจ่มแจ้งตามจริง ๑ ส่วนฝ่ายญาติโยมนั้นก็ย่อมมีหน้าที่ต่อพระภิกษุคือ กระทำต่อพระภิกษุต้องทำด้วยใจเมตตา ๑ พูดด้วยใจเมตตา ๑ คิดด้วยใจเมตตา ๑ ต้อนรับด้วยความเต็มใจ ๑ อุปภัมภ์ด้วยปัจจัยทั้งสี่ ๑
เหล่านี้คือทิศทั้ง ๖ หรือหน้าที่ระหว่างบุคคลสถานะต่างๆ กัน ๖ คู่ ๑๒ สถานะที่พระพุทธองค์ทรงสั่งสอนไว้เมื่อกว่าสองพันห้าร้อยปีมาแล้ว และยังคงทันสมัยนำมาใช้ได้อยู่เสมอๆ ด้วยความที่พระธรรมเป็นธรรมที่ให้ผลได้ไม่จำกัดกาล ไม่ว่าวันนี้ วันหน้า หรือวันไหนๆ พระธรรมย่อมส่งผลอย่างเดียวกันเสมอๆ คือ รักษาผู้ที่ประพฤติธรรมไว้ไม่ให้ตกลงไปสู่ที่ชั่ว
จิตแรกใน "๓ จิต พิชิตขั้นเทพ" คือ "จิตสำนึก" ที่ใครสร้างให้มี เป็น เกิดขึ้นแล้วในตน ย่อมเป็นผู้ที่มีส่วนทำให้ตนเองและสังคมทั้งวงเล็ก วงใหญ่ ได้รับความสุขความสงบร่มเย็น
เรื่องของ "จิตสำนึก" ก็มีอรรถาธิบายดังนี้แล เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้
บุญรักษา
ป.ล. ลองคิดเล่นๆ หน้าที่ระหว่าบล็อกเกอร์ด้วยกันมีอะไรบ้าง ? คอยตามอ่าน ๑ เม้นเมื่อมีความคิดเห็น ๑ ให้ดาวเมื่อถูกใจ ๑ ไม่ก้อป ไม่ลอกผลงานผู้อื่น ๑ นึกอะไรออกอีกไหมครับ ?












#1 By *~citrus~* on 2010-06-19 17:47